“26 มี.ค. 63” ดีเดย์ช่อง 3 ยุติอนาล็อก พร้อมเผยแผน Next Move 2020

‘อริยะ พนมยงค์’ เผยแผนหนีภาวะธุรกิจสื่อทีวีทรงตัวของช่อง 3 ในปี 2563 ภายใต้ชื่อแผน “Next Move 2020” พร้อมสรุป OTT Platform ตัวใหม่ใช้ชื่อ 3+ (ทรีพลัส) ยืนยันยุติ “ช่อง 3 อนาล็อก” วันที่ 26 มี.ค. 63 เวลา 0.01 น. ยอมรับต้องปลดพนักงานสายเทคนิคที่เกี่ยวข้องทีวีอนาล็อก ระบุพื้นที่ช่อง 3 หนองแขม อยู่ในขั้น “เจรจา” กับ อสมท.

วันนี้ (28 ม.ค. 63) นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่ปี 2562 ที่ผ่านมาช่อง 3 ได้เปิดตัวทั้งข่าว 3 โฉมใหม่ “ข่าวจริง ทันเหตุการณ์ พึ่งพาได้” ในช่วง ก.ย. 62 ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากการเปิดตัวรายการ “คลินิกหมอความ” ที่นำทนายสงกานต์มาช่วยเหลือประชาชน รวมถึงนำเสนอรายการ “จับข่าวลวง” ที่พยายามตรวจสอบ Fake News ที่เกิดขึ้นจาก Social Media

ล่าสุดอริยะได้เผยถึง “วิสัยทัศน์ใหม่” ที่บอร์ดอนุมัติแล้ว คือ

ผู้ทำทางด้านคอนเทนต์และธุรกิจบันเทิงของประเทศไทย ตอนนี้เรามองว่าหัวใจของเราของคอนเทนต์ มองว่าสิ่งที่ชิงเวลาได้ดีสุดคือคอนเทนต์ และคอนเทนต์เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ดึงดูดผู้บริโภค และหลายๆ พาร์ทเนอร์

ส่วน “พันธกิจ (Vision) 2023” ที่บอร์ดอนุมัติแล้ว คือ

ปรับเปลี่ยน BEC World ให้เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวและมีความคิดไปข้างหน้า โดยยกระดับ DNA ความคิดสร้างสรรค์ของช่อง 3 เพื่อส่งมอบความสดใหม่ด้วยคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงผู้ชมในปัจจุบัน และใช้เทคโนโลยีกับการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพผ่านทุกช่องทางของหน้าจอ ทั่วไทยและต่างประเทศ 

อริยะ กล่าวว่า “จริตผู้บริโภคเดิมมีจอเดียว ตอนนี้มันมีทางเลือก กลุ่มเด็กดูคอนเทนต์รูปแบบนึง ผู้ใหญ่ดูคอนเทนต์รูปแบบนึง ผู้สูงอายุก็ดูคอนเทนต์รูปแบบนึง” พร้อมตั้งเป้า “ทำอย่างไรให้คอนเทนต์ที่ผลิตออกมา ตอบโจทย์ในการลงโฆษณา รวมถึงเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เห็นทั้ง traffic และ leads ได้”

ในประเด็นการยุติช่อง 3 อนาล็อกจะเกิดขึ้นในช่วงเที่ยงคืน (ตั้งแต่เวลา 0.01 น.) ของวันที่ 25 มี.ค. 63 เป็นต้นไป ซึ่งอริยะยอมรับมาพนักงานบางส่วนที่เกี่ยวกับเสาส่ง-เครื่องส่งอาจจะต้องถูกปลดในลำดับถัดไป พร้อมกันนี้ยังเผยว่าพื้นที่ช่อง 3 หนองแขม ยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ อสมท. อยู่อีกด้วย

น่าสนใจว่าในการแถลงข่าวครั้งนี้มีการใช้โลโก้ช่อง 3 แบบเดิมเพียงอย่างเดียว โดยโลโก้ช่อง 3 ที่เคยใช้เมื่อครั้งมีช่อง 3 SD และช่อง 3 Family ไม่ถูกนำมาใช้แล้ว ประเด็นนี้ก็น่าสนใจเหมือนกันว่าช่อง 3 HD หลังจากนี้จะใช้โลโก้อันไหนกันแน่

เผยแผน “ก้าวไปข้างหน้า”

ส่วนแผน Next Move 2020 ของช่อง 3 ที่อริยะได้เปิดเผยออกมา แบ่งได้เป็น 6 ข้อ ดังนี้

  1. New media : สื่อทีวีจะร่วมมือกับสื่อใหม่ ทำให้เกิด Direct-to-Customers (D2C) ตัวอย่างเช่น ช่อง 3 เริ่มมีการให้สแกน QR Code จากละคร แล้วผู้บริโภคได้ส่วนลดมาใช้ทันที ทำให้เกิดการ drive traffic ไปยังร้าน 7-Eleven รวมถึงยังเกิดการแชร์ข้อมูลระหว่างกันได้ตามกฎกติกา พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่ๆ ปลายเดือน ก.พ. 63 นี้
  2. Go Inter :  ตั้งเป้าขยายคอนเทนต์ไปยังประเทศจีนและอินโดไชน่า ตั้งเป้าโต 2-3 เท่า
  3. 3+ : (อ่านว่า “ทรีพลัส” (three plus) เดิมชื่อ Mello) จะเปิดตัวช่วงสิ้นเดือน ก.พ. หมากแรกแรกกลยุทธ์ดิจิทัล พบยอดวิวโต 35 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่มีผลต่อธุรกิจมาก (อริยะใช้คำว่ายังทรงๆ) โดยยืนยันว่า 3+ พร้อมจับมือกับ partner ทุกเจ้า ซึ่งช่อง 3 มีแนวคิดว่า “ผู้บริโภคอยู่ตรงไหน เราต้องไปอยู่ตรงนั้น” 
  4. New Content : หัวใจหลักอันที่หนึ่งและเป็นอันที่สำคัญ เป็นสิ่งที่คนคอยฟัง โดยจะปรับผังรายการช่วงเวลาพีคอย่าง 18.00-22.30 น. / แบ่งเป็น ช่วง 18.00-19.00 น. ถือเป็นช่วงเวลาครอบครัว ทุกคนดูทีวี โดยจะทุ่มเทการผลิตคอนเทนต์ใหม่ / จะพีคต่อในช่วง 19.00-20.00 น. โดยจะนำเสนอรูปแบบคอนเทนต์ใหม่เน้นคนในเมือง มาแนวแฟนตาซี-แอ็กชั่น-ดรามา แต่จะปรับวิธีการเล่าเรื่องให้ชัดและสนุก / จากนั้น 20.20-22.00 น. ก็เป็นอีกช่วงที่มีคอนเทนต์ใหม่ / โดยจะประกาศชื่อ 3 รายการ(คอนเทนต์)ใหม่เพื่อดึงคนดูต่อไป
  5. Artist : เพิ่มพื้นที่ให้ศิลปินทั้งหน้าจอและออนไลน์ จากเดิมที่ต้องรอละคร ตอนนี้จะเปลี่ยนใหม่ แฟนๆ อยากเล่นดาราตัวเองในเวลาอื่นๆ เช่น โปรเจกต์ The Brothers Thailand รวมถึง มีการพัฒนาความสามารถศิลปิน เช่น สามารถเต้นได้ ร้องเพลงได้ ไม่ได้มีแค่ความสามารถในการแสดง รวมถึงพยายามนำศิลปินใหม่ไปเปิดตลาดในจีนด้วย 
  6. Data : การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านการเก็บข้อมูล วางแผนเชื่อมโยงการซื้อสินค้าผ่านมือถือได้แบบครบวงจรในอนาคต

นอกจากนี้อริยะยังเน้นย้ำว่า ก่อนหน้านี้รายได้ช่อง 3 เดิม 85% มาจากทีวี 17% มาจากธุรกิจอื่นๆ ภายในระยะเวลา 4 ปีหลังจากนี้ (ภายในปี 2566) จะเปลี่ยนเป็น 65% รายได้มาจากทีวี และ 35% รายได้จะมาจากธุรกิจใหม่ ซึ่งอริยะระบุว่ารายได้นี่เป็นรายได้ที่ “Beyond TV” มีการสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่บนทีวีอีกต่อไป พร้อมกันนี้ยังตังเป้าว่ารายได้ภาพรวมใน 4 ปีหลังจากนี้ จะโตขึ้น 10% ต่อปี (YoY) และกลับมามีกำไรเป็นบวกในอนาคต

ส่วนเหตุผลในการเปลี่ยนสัดส่วนของรายได้ อริยะมองว่า ช่อง 3 ต้องกระจายความเสี่ยง เป็นผลมาจากธุรกิจสื่อทีวีมีภาวะทรงตัว โดยเชื่อว่าการสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโตจะเป็นคำตอบของ BEC World ภายใน 4 ปีหลังจากนี้